[EGoT] SE02: Journal

posted on 09 Sep 2013 21:47 by cyanic in EGoT
 
 
 
 
EP 1 : Turn 6
 
Sub-Event 02
 
 
============================
 
 
 
ในความมืด ธงบนยอดปราสาทมองเห็นเป็นเพียงเงาที่ไม่อาจจำแนกสีหรือสัญลักษณ์ใดได้ ยามนี้เห็นแต่เพียงจันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวบนผืนฟ้าโดยไร้เงาของเหยี่ยวที่สยายปีกอยู่เคียง

วินฟรีดเอนหลังพิงกำแพงหินเย็นเยียบ เหงื่อที่ซึมชื้นจากการออกแรงเคลื่อนไหวร่างกายแห้งอย่างรวดเร็วเมื่อต้องอากาศยะเยือกยามราตรี

เขาไล้มือช้าๆ ไปตามใบดาบ ขณะทอดสายตามองสวนที่ดูไร้ชีวิตชีวา มีเพียงเงาตะคุ่มของรูปปั้นและพุ่มไม้ที่คนสวนคอยจัดแต่งให้เป็นระเบียบ แม้ไม่มีไม้ใหญ่ใดที่จะหยั่งรากลึกได้บนพื้นหินแข็งของยอดเขา ไม่มีลำต้นหยัดสูงปกคลุมด้วยเปลือกไม้หนาหรือกิ่งก้านที่แผ่ร่มเงาบดบังฟ้าโปร่งเบื้องบน ทว่าภายใต้แสงนวลของจันทร์เสี้ยวบาง สีสันของดอกไม้และผืนหญ้าก็แลล้วนดำมืด

สวนที่งดงามแลดูอ้างว้าง...เช่นเดียวกับหอคอยปราสาทที่โอบล้อมอยู่

แต่ในความมืดอันเงียบสงัดเช่นนี้เอง ที่เขาพอใจจะใช้เป็นที่ฝึกซ้อมโดยปราศจากสายตาของผู้อื่น นอกจากดวงตาไร้ชีวิตของรูปปั้น แต่ปากของรูปปั้นก็ไม่เอ่ยวาจาใดให้เคืองหู และเสาระเบียงก็ไม่เคยทำให้รู้สึกอึดอัด

นานแล้วที่เขาเลิกเชื่อว่าโลกนี้จะมีความยุติธรรมประเภทที่ว่าทุกคนจะได้รับผลตอบแทนตามที่ลงแรง การทุ่มเทพยายามไม่ได้นำไปสู่เป้าหมายที่คาดหวังเสมอไป แต่การจะไปถึงจุดหมายที่ต้องการ บางครั้งก็ไม่ได้มีเพียงทางเดียว

ดังนั้น ตราบใดที่ยังทำหน้าที่ของตนได้ดี...หรืออย่างน้อยก็พอได้ ถ้าเขาจะทำตามใจตัวเองบ้างก็คงไม่เป็นไร

หากใครจะผิดหวังที่เขาไม่อาจเป็นตัวแทนของพี่ชาย นั่นก็เป็นปัญหาของคนเหล่านั้น ไม่ใช่ปัญหาของเขา

วินฟรีดเก็บดาบเข้าฝัก จรดฝีเท้าแผ่วเบาไปตามทางเดินที่ร้างผู้คน นอกจากทหารที่เฝ้าเวรยามแล้วทั้งเอียรีล้วนยังอยู่ในนิทรา แต่อีกไม่ถึงชั่วยามบรรดาคนครัวและคนรับใช้ก็จะตื่น จากนั้นแสงอรุณก็จะขับดวงจันทร์ให้ลับฟ้า แล้วตราเหยี่ยวกับเสี้ยวจันทร์แห่งตระกูลแอร์รินก็จะกลับมาปรากฏบนผืนธงที่โบกสะบัดเหนือเอียรี

เขากลับเข้าห้องของตน ยกเก้าอี้จากหน้าเตาที่ไม่มีไฟไปตั้งข้างหน้าต่างแล้วทรุดตัวลงนั่ง หลับตาลงสวดภาวนาต่อพระสัตตพักตร์แบบสรุปย่อ เพื่อให้เทวะได้มีเวลาไปฟังคำภาวนาของคนอื่นที่ตั้งใจสวดมากกว่า อันที่จริงแม้เขาจะเว้นจากการสวดภาวนาไปบ้าง ทวยเทพก็อาจไม่ทันสังเกตเสียด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับที่คงไม่มีใครสนใจถ้าเขาจะหายหน้าไปจากโต๊ะอาหารเช้าในบางวัน


เมื่อเขาออกจากห้องอีกครั้ง ทั่วปราสาทก็สว่างด้วยแสงตะวันที่ส่องต้องผนังหินขาว แต่ความเงียบเหงาก็ยังคงครอบคลุมเอียรีเช่นที่มันเป็นอยู่เสมอในยามปกติ ต่อเมื่อมีงานเลี้ยงหรือมีเหตุให้เรียกลอร์ดแอร์รินเรียกประชุมขุนนางใต้อาณัติ ปราสาทแห่งนี้จึงจะคึกคักขึ้นบ้าง วันนี้มิใช่วาระเช่นนั้น และวินฟรีดก็แทบไม่พบใครอื่นตลอดทางที่มุ่งไปยังครัว

หัวหน้าคนครัวไม่ได้อยู่ที่นั่น เหล่าคนงานไม่มีใครให้ความสนใจกับเขานัก มีเพียงเด็กรับใช้สองสามคนหันมามองก่อนจะกลับไปสาละวนอยู่กับชามอ่างใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยพืชผักสดฉ่ำ บ้างก็ถูกเด็ดมาตั้งแต่ยังเป็นเพียงต้นอ่อนเพื่อให้รสชาติหวานสดถูกปากลอร์ดผู้สูงศักดิ์ ไก่ตัวอ้วนอวลกลิ่นเครื่องเทศถูกเสียบด้วยเหล็กอยู่เหนือเตาไฟที่ไม่มีคนเฝ้า แม่ครัวคงจะไม่ร้องด้วยความดีใจแน่หากกลับมาพบว่ามันถูกลักพาตัวไป

เขาฉกได้ขนมปังกับเนยแข็งและผลไม้จำนวนหนึ่ง แล้วจึงเลี่ยงออกจากความวุ่นวายของสถานที่เตรียมอาหารสำหรับคนทั้งปราสาท เขาเดินช้าๆ ไปตามทางแคบๆ ในส่วนของคนรับใช้ ที่พวกขุนนางหรืออัศวินอื่นๆ จะไม่ย่างกรายผ่าน

ในสถานที่เช่นนี้เองที่เขาจะได้ยินเสียงกระซิบกระซาบ ได้ยินสาวใช้หัวเราะคิกคักหากว่าใครได้สบตาหัวหน้าองครักษ์สักแวบ ได้ยินเรื่องราวที่จะไม่มีวันได้ฟังในโถงสูง ตั้งแต่แมวข้างบ้านพี่เขยของเด็กรับใช้คนไหนสักคนออกลูกครอกใหม่มาหกตัว ไปจนถึงคนรับใช้ถูกชาโดว์แคทของท่านหญิงอิซาโบทำให้ตกใจ

แต่อย่างไรเรื่องที่ตกเป็นหัวข้อสนทนาลับหลังมากที่สุดก็ไม่พ้นเรื่องของลอร์ดแอร์ริน ทั้งเสียงชื่นชมและคำวิพากษ์วิจารณ์ วินฟรีดเชื่อว่าถ้อยคำเหล่านั้นย่อมต้องถึงหูลอร์ดแห่งเอียรีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่เฉกเช่นภูผาแกร่งที่ไม่สั่นคลอนด้วยแรงพายุ ความแปลกประหลาดของคนก็คงไม่หวั่นไหวต่อลมปากผู้อื่นเช่นกัน


หลังจากเกือบชนเข้ากับสาวใช้ที่หิ้วถังน้ำเดินเลี้ยวหัวมุมมา เขาจึงอพยพตัวเองไปปักหลักที่ระเบียงเหนือลานฝึกของทหาร อาศัยเสาต้นใหญ่กำบังกายขณะนั่งเล็มขนมปังและเนยแข็งพลางฟังเสียงกระทบกันของอาวุธจากเบื้องล่าง จากมุมนี้เขาเห็นทั่วทั้งลานได้ถนัดตา เห็นช่องโหว่ของเจพเวลาพยายามปัดป้องอาวุธของฝ่ายตรงข้าม เห็นนิสัยตวัดข้อมือหลอกล่อของแลนนี่ เห็นการวางเท้าที่เคยเป็นจุดอ่อนของบีนเฮดพัฒนาขึ้นมากจากเมื่อเดือนก่อน

เขากำลังเขม้นมองกลุ่มทหารใหม่ที่ยังไม่รู้จักชื่อสักคน เมื่อเสียงเรียกดังขึ้นด้านหลัง

“นี่ ถ้าว่างก็มาช่วยข้าหน่อย”

วินฟรีดหันไปตามเสียง เลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อพบร่างท้วมของเมสเตอร์เมอร์เวนยืนอุ้มลังไม้ใบใหญ่เต็มสองแขน แล้วโดดลงจากราวระเบียงที่นั่งเหยียดขาอยู่ เขาไม่ใช่คนร่างสูง แต่เมสเตอร์วัยเกือบชราก็ไม่ใช่คนที่เขาจะต้องเงยหน้าขึ้นเพื่อสบตา

เมสเตอร์ยัดลังไม้ใส่มือเขา น้ำหนักของมันไม่ใช่น้อย ฝาที่ปิดมิดชิดทำให้ไม่อาจรู้ว่าของที่อยู่ภายในคืออะไร และเขาก็ไม่คิดจะถาม แต่การที่ผู้สูงวัยหอบมันมาเองทำให้อดปากไม่ได้

“เด็กรับใช้ของท่านไปไหนเสียล่ะ”

เมสเตอร์ถลึงตาใส่ “ข้าใช้เขาไปทำธุระอื่น ใครเขาจะมีเวลามาทำตัวว่างงานอย่างเจ้า”

วินฟรีดหัวเราะ ไม่ได้ต่อความอีก เขาถือลังไม้เดินตามไปเมสเตอร์ไปจนถึงห้องทำงาน สภาพภายในห้องนั้นเท่าที่เขาเคยเห็นมาไม่เคยเรียกได้ว่าเฉียดใกล้ความเป็นระเบียบ และมันก็ยังคงห่างไกลจากคำว่าเป็นระเบียบเรียบร้อยเช่นเดิม แต่ในความรกนั้นเองที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายได้ยิ่งกว่าที่อื่นใดในปราสาทอันงามโอ่อ่า

เขาวางลังไม้ลงตรงมุมหนึ่งที่ยังพอจะมีพื้นที่ราบตามที่เมสเตอร์ชี้ แล้วกลับยังรีรออยู่ไม่ออกไป แม้ว่าเจ้าของห้องจะกล่าวขอบใจและบอกให้ไปได้ และเมื่อไม่โดนว่าอะไรจึงถือวิสาสะนั่งลงมองศีรษะหยิกฟูยุ่งเหยิงของเมสเตอร์ที่ก้มๆ เงยๆ อยู่เหนือม้วนกระดาษที่คลี่กางเต็มโต๊ะ

“ท่านทำอะไรน่ะ”

คำตอบคือความเงียบ

“ท่านดูอะไรอยู่หรือ”

คราวนี้มีเสียงในลำคอคล้ายรำคาญกลับมา

วินฟรีดยักไหล่ หันไปดูหนังสือที่ตั้งซ้อนเป็นกองสูงข้างตัว เมื่อไม่มีเล่มไหนเรียกความสนใจได้จึงลุกไปเมียงมองแถวตู้ใบใหญ่ที่ประตูเปิดอ้าอยู่ครึ่งหนึ่ง

เมสเตอร์เมอร์เวนยังทำทีเป็นไม่สนใจ แต่วินฟรีดยังเห็นว่าผู้สูงวัยแอบเหลือบมองด้วยหางตา จนเขายื่นมือไปหาอุปกรณ์หน้าตาประหลาดชิ้นหนึ่ง

“เมสเตอร์ นี่อะไร...”

“อย่ายุ่ง ห้ามแตะ”

เขาหดมือกลับ ไถลไปดูขวดโถโหลไหที่เรียงรายอยู่บนชั้นติดผนัง เมื่อนั้นเองที่เมสเตอร์ดูจะหมดความอดทน

“จะไปไหนก็ไปไป๊”

แล้วเขาก็ถูกตะเพิดออกมา


โถงทางเดินยังคงเกือบจะว่างเปล่า เสียงประอาวุธของเหล่าทหารเงียบไปแล้วเมื่อเขาเดินย้อนกลับไป เบื้องนอกช่องหน้าต่างแคบยาวที่เรียงรายบนผนังข้างทางเดิน ดวงตะวันเริ่มคล้อยไปทางทิศตะวันตก ที่ลานฝึกอีกฟากปราสาทเขาเห็นอัศวินหลายคนกระจายตัวอยู่ทั่วลาน

แม้จะไม่มีสถานที่สำหรับฝึกซ้อมหรือการประลองบนอานม้า ด้วยเส้นทางขึ้นสู่ยอดผาไจแอนท์แลนซ์ทั้งแคบและสูงชัน แม้แต่ล่อที่ใช้เป็นพาหนะจากประตูจันทรายังขึ้นมาได้แค่สกาย...ป้อมปราสาทรายทางด่านสุดท้าย มิต้องพูดถึงม้าศึกพ่วงพี แต่อัศวินแห่งเอียรีย่อมไม่ได้มีเพียงชื่อ

วินฟรีดหลบออกมาเงียบๆ และเดินหามุมสงบที่จะใช้ฝึกได้ตามลำพังโดยไม่มีใครรบกวน

ทักษะฝีมือเขาอาจไม่โดดเด่น ไม่เคยได้รับคำชื่นชม เขาอาจไม่มีวันเป็นเก่งกาจกล้าหาญอย่างเฟรดริก ไม่มีวันองอาจสง่างามอย่างเซอร์โอเวนหัวหน้าองครักษ์ เขาไม่ใช่อัศวินที่ดีนักในสายตาของใครต่อใคร...รวมทั้งตัวเอง แต่เขาก็ไม่เคย...และไม่คิดจะหยุดฝึกฝน

แค่คร้านจะใส่ใจกับความคิดหรือคำพูดของคนอื่น

ยกเว้นเพียงคนเดียว...ผู้ที่เขาสาบานว่าจะภักดี
 
 
 
=============================
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ตรวจกิจกรรม:
ตัวอักษรทั้งหมด 6,545 ตัว
คำที่กำหนดให้ 10 คำ


รวมทั้งหมด 6545/7 = 935
ผลตอบแทนที่ได้รับ: Money 400, Merit 10

#3 By EGoT on 2013-10-08 01:56

ชอบเวลาวินนี่อยู่กับเมสเตอร์<3 เหมือนคุณปู่ขี้รำคาญกับหลานช่างถาม 5555 
วินนี่รับฟังและสังเกตทุกอย่างอ่ะ เป็นคนที่สายตากวาดไปรอบๆหูคอยฟังเรื่องต่างๆไว้เสมอ 
รออีดิตบันทึกท้ายตอน ม๊วบ

#2 By JunE on 2013-09-09 23:06

ชอบนิสัยของวินนี่ที่เป็นคนเงียบๆแต่สังเกตสิ่งรอบตัวตลอดเวลา และใส่ใจเฉพาะสิ่งที่ตัวเองเห็นว่าสำคัญ

"หากใครจะผิดหวังที่เขาไม่อาจเป็นตัวแทนของพี่ชาย นั่นก็เป็นปัญหาของคนเหล่านั้น ไม่ใช่ปัญหาของเขา" /ชอบทัศนคติตรงนี้

รออ่านบันทึกท้ายตอนนะคะ

#1 By BloodyPena :: Through Ages on 2013-09-09 22:43